ริดสีดวง “รักษาหายได้” ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

หลายคนๆคนมีอาการที่ไม่จะสู้ดีสักไร เมื่อกล่าวถึงโรคริดสีดวงเป็นโรคเกี่ยวกับทวารหนักของท่านผู้หญิงและท่านผู้ชาย เชื่อได้ว่าไม่มีใครอยากจะเป็นโรคกันทั้งนั้น และถ้ามันเกิดเป็นขึ้นมาแล้ว เราควรทำอย่าไงละ รักษาอย่างไร อาการเมื่อเป็นโรคนี้แล้วเป็นเช่นไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้ ไปดูกันเลย!

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันก่อนดีกว่า

ริดสีดวงทวาร หมายถึง การที่มีกลุ่มของหลอดเลือดดำบริเวณช่วงปลายสุดของลำไส้ใหญ่และบริเวณที่ขอบรูทวารหนักโป่งพองและยื่นออกมาภายนอก แบ่งเป็น 2 ชนิด

1) ริดสีดวงทวารเป็นภายใน

คือ ริดสีดวงทวารที่เกิดขึ้นเหนือทวารหนักเกิดขึ้นไปตามบริเวณปกติจะไม่โผล่ออกมาให้เห็นหรือมีการจับคลำไม่ได้และจะถูกคลุมด้วยเยื่อของลำไส้ใหญ่ตอนปลายสุดจะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดในขณะที่ยังไม่มีอาการแทรกซ้อน

2) ริดสีดวงทวารเป็นภายนอก

คือ เป็นริดสีดวงที่เกิดขึ้นบริเวณปากรอยย่นของทวารหนัก ริดสีดวงชนิดสามารถมองเห็นได้และคลำได้หลอดเลือดที่โป่งพองออกมาจะถูกคลุมด้วยผิวหนังจึงทำให้เกิดอาการเจ็บปวดสาเหตุเพราะผิวหนังมีปลายประสาทรับความรู้สึก

สาเหตุของการเกิดริดสีดวงทวาร

  1. ปัจจัยทางพันธุกรรม อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดของโรคและเส้นเลือดขอดที่ขา
  2. อาชีพการทำงาน ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องยืนนาน ๆ เช่นพนักงานห้างสรรพสินค้า พีซี เป็นต้น จะมีผลให้ความดันเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณปากทวารไหลกลับสู่หลอดเลือดดำในช่องท้องช้าลง โดยทั่วไปหลอดเลือดดำมีลิ้นเพื่อให้เลือดดำไหลกลับได้ทางเดียวแต่เมื่อการไหลของเลือดดำช้าลงประกอบกับมีความดันในช่องท้องสูงขึ้น จึงทำให้เกิดการคลั่งของหลอดเลือดดำบริเวณหลอดเลือดปากรูทวารหนักจึงส่งผลให้กลุ่มบริเวณหลอดเลือดดำโป่งพองจนเกิดอาการของโรค
  3. สามารถเกิดจากโรคแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ เช่น โรคตับแข็ง หรือโรคตับอักเสบไวรัสบี ซึ่งจะมีอาการท้องมานในระยะสุดท้าย และเมื่อมีน้ำในช่องท้องมาก ๆจะส่งผลไปกดการไหลเวียนเลือดในช่องท้องเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดดำไหลกลับเข้าช่องท้องได้ไม่ดี จึงทำให้เกิดอาการของการเป็นริดสีดวงทวาร

อาการของริดสีดวงทวาร

ระยะที่ – เส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนักเวลาเบ่งถ่ายอุจจาระจะมีเลือดไหลออกมาด้วย ถ้าท้องผูกเลือดจะออกมากยิ่งขึ้น

ระยะที่ 2 – ต่อจากระยะที่ 1 อาการมากขึ้น หัวริดสีดวงทวารโตมากขึ้นเริ่มมีโผล่ออกมาพ้นจากทวารหนักแล้วพอควร เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระจะออกมาให้เห็นมากขึ้นแต่เวลาถ่ายอุจจาระเสร็จแล้วจะหดกลับเข้าไปภายในทวารหนักได้เอง

ระยะที่ 3 – ต่อจากระยะที่ 2 อาการรุนแรงมากยิ่งขึ้นเวลาถ่ายอุจจาระและเบ่งหัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมามากขึ้นกว่าเดิม หรือเวลาไอจาม ยกสิ่งของหนัก ๆ ที่ต้องใช้ความเกร็ง เบ่งในท้องเกิดขึ้นหัวริดสีดวงทวารจะออกมาข้างนอกทวารหนักแล้วก็กลับเข้าที่เดิมไม่ได้ ต้องใช้นิ้วมือดันๆ เข้าไปอาการเจ็บแสบจึงจะหายไปได้และทำให้หัวริดสีดวงนั้นเข้าไปอยู่ภายในทวารหนักได้

ระยะที่ – ต่อจากระยะที่ 3 ริดสีดวงอาการกำเริบมาก โตมากขึ้นมาก มองเห็นได้จากภายนอกอย่างชัดเจนเกิดอาการบวม อักเสบ อาการแทรกซ้อน รุนแรงมาก มีเลือดออกมาเสมอ อาจมีน้ำเหลืองเมือกลื่น และอุจจาระก็ยังตามออกมาอีกด้วยทำให้เกิดความสกปรกและมีอาการเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา อาจเกิดอาการคันด้วยบางทีอาจเน่าและอักเสบมากยิ่งขึ้น การติดเชื้อโรคเป็นไปได้ง่าย และเมื่อเลือดออกมาเรื่อย ๆ จะเกิดอาการซีด มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลงจะเกิดอาการหน้ามืด

เกิดริดสีดวงแล้วถึงขั้นตอนการรักษา

  1. ระวังอย่าให้ท้องผูก ดื่มน้ำมาก ๆ และกินผักผลไม้มาก ๆ ถ้ายังท้องผูกให้กินยาระบาย เช่น ยาระบายแมกนีเซีย ดีเกลือ หรือสารอาหารเพิ่มกากใย
  2. ถ้าปวดมากริดสีดวงมากเนื่องจากมีการอักเสบ ให้กินยาแก้ปวด นั่งแช่ในน้ำอุ่นจัด ๆ วันละ 2-3 ครั้ง ๆ ละ 15-30 นาที และใช้ยาเหน็บริดสีดวงทวารจนอาการบรรเทาปกติใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน
  3. ถ้าผู้ป่วยมีอาการซีด พิจารณาให้ยาบำรุงเลือดเสริมธาตุเหล็ก
  4. ถ้าหัวริดสีดวงหลุดออกมานอกให้ใส่ถุงมือแล้วใช้ปลายนิ้วชุบสบู่ให้หล่อลื่นแล้วดันหัวกลับเข้าไป ถ้าทำแล้วไม่ได้ผลแนะนำให้ไปโรงพยาบาล ปรึกษาแพทย์
  5. ถ้ามีอาการเลือดออกนานกว่า 1 สัปดาห์หรือเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย หรือสงสัยมีโรคอื่นร่วมด้วยหรือพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี ควรตรวจด้วยเครื่องส่องตรวจทวารหนักถ้าหากสงสัยเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่
  6. ถ้าเป็นมากอาจพิจารณารักษาด้วยวิธีต่อไปนี้
  • การฉีดยาเข้าที่หัวให้ฝ่อไป วิธีนี้สะดวก ปลอดภัย ไม่เจ็บปวด มักจะฉีดสัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 3-5 ครั้ง ช่วยให้หายขาดได้ร้อยละ 60
  • ใช้ยางรัด ทำให้หัวฝ่อ
  • ใช้แสงเลเซอร์รักษา
  • รักษาโดยการผ่าตัด
  • การเตรียมเพื่อการผ่าตัด มีดังนี้
  1. ทำความสะอาดบริเวณที่จะผ่าตัดโดยการโกนขนบริเวณหน้าท้องส่วนล่างบริเวณหัวหน่าวและรอบรูทวารหนักและสวนล้างลำไส้เพื่อความสะอาดในคืนก่อนวันผ่าตัด
  2. ผู้ป่วยควรอาบน้ำ สระผม ตัดเล็บให้สั้นในคืนก่อนวันผ่าตัด
  3. งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืนในคืนก่อนวันผ่าตัด
  4. พักผ่อนให้เต็มที่ในคืนก่อนวันผ่าตัดอาจจะได้รับยาเพื่อช่วยคลายความวิตกกังวล(ยาคลายเคลียด)และได้พักผ่อน
  5. ขณะทำการผ่าตัดผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเพราะแพทย์จะใช้ยาระงับความรู้สึก(ยาชา)ช่วงท่อนล่างของร่างกายโดยการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง

การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด

  1. หลังผ่าตัดใหม่ ๆ จะรู้สึกชาที่ขา ก้น และสะโพก เนื่องจากฤทธิ์ยาชายังตกค้างอยู่
  2. ท่านอนหลังผ่าตัด ควรนอนในท่าตะแคงข้างใดข้างหนึ่งเพื่อลดการกดทับและบรรเทาอาการปวดแผลในรายที่ฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังควรนอนราบอย่างน้อย 12 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากยาชาเฉพาะที่
  3. สามารถเริ่มรับประทานอาหารได้ตามปกติ เน้นอาหารที่ทำให้ถ่ายสะดวก เช่น ผัก ผลไม้ อาหารที่กากใยอาหาร
  4. การนั่งแช่ก้นในน้ำอุ่น จะเริ่มในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัดโดยใช้น้ำอุ่นใส่ในอ่างที่มีขนาดของปากอ่างพอดีกับก้นเพื่อป้องกันไม่ให้แผลผ่าตัดกดทับกับก้นอ่างและแผลได้สัมผัสกับน้ำได้เต็มที่
  5. หากมีอาการปวดหลังผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์และพยาบาลทราบ

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับความรู้เกี่ยวกับโรคริดสีดวง รู้ก่อนและเตรียมรับมือกับโรคริดสีดวง การดูแลตัวเองเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ดั่งสุภาษิตที่ว่า อโรคยา ปรมาลาภา การมีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ

 

เรียบเรียงโดย : Ads-tickets

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *