กติกามารยาทในการเล่นกีฬาขี่ม้า กีฬาแห่งความสง่างาม

Horse riding rules

มนุษย์มีความสัมพันธ์กับม้าสูงมาก เพราะเป็นสัตว์ที่สามารถเรียนรู้และตอบสนองมนุษย์ได้หลาย ๆ สิ่งทำให้เกิดความรัก ความประทับใจในความสามารถ ในรูปร่างที่สง่างามและแววตาที่ส่งประกายของความกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับมนุษย์รู้จักวิธีการนำม้ามาใช้งานในหลายรูปแบบจากอดีตจนถึง ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง การทำศึกสงคราม ช่วยในการทำกสิกรรมต่าง ๆ ตลอดจนการขี่ม้าเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นรูปแบบของการแข่งขัน

กติกาในการเล่นกีฬาขี่ม้า

กีฬาทุกอย่างต้องมีกฎกติกาเสมอ

กีฬาขี่ม้าถูกแบ่งออกเป็น 6 ชนิด ดังนี้คือ

  1. Dressage ศิลปการบังคับม้า
  2. Show jumping กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง
  3. Eventing อีเว้นติ้ง
  4. Driving รถม้า
  5. Vaulting ยิมนาสติกบนหลังม้า
  6. Endurance การขี่ม้าวิบาก

ศิลปะการบังคับม้า Dressage

ก่อนจะเข้าแข่งขันผู้เข้าแข่งขันจะไดรับการทดสอบที่กำหนดว่า จะต้องทำท่าอะไรบ้าง ในเวลาที่กำหนดให้ เรียกว่าคะแนนจากท่าบังคับ จะมีคะแนนเต็มข้อละ 10 คะแนน  ส่วนที่ 2 คือ คะแนนสะสม ที่ดูจากภาพรวมๆ ของการแสดงออกของม้าและการขี่เป็นหลัก มี 4 ข้อตายตัว ข้อละ 10 คะแนน เป็น 40 คะแนน รวมคะแนน 2  ส่วนเป็นคะแนนทั้งหมด 240 คะแนน แพ้ชนะดูจากคะแนนที่ได้รับในแต่ละข้อรวมกัน คะแนนสูงสุด คือผู้ชนะ

กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง Show jumping กีฬาขี่ม้าชนิดนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องหลักอยู่ 3 ส่วนด้วยกันคือ

  1. กรรมการตัดสิน
  2. ผู้ออกแบบสนาม (เครื่องกระโดดที่กำหนดวางไว้ในสนามแข่งขันจะถูกเปลี่ยนไปทุกครั้งของการแข่งขัน)
  3. นักกีฬาและม้าที่แข่งขัน

ผู้ที่ออกแบบดีไซน์สนามแข่งขันม้าจะเป็นผู้ริเริ่มออกแบบเครื่องกระโดด ชนิดต่าง ๆ ที่จะใช้เพื่อทดสอบนักกีฬาขี่ม้า และม้า ปกติจะอยู่ที่ประมาณ 10-12 เครื่อง กำหนดความสูง ความกว้างของแต่ละเครื่องตามระดับของการแข่งขันนั้น ๆ และทิศทางในการเคลื่อนที่ จากนั้นกรรมการจะตัดสินแล้วทำการตรวจและรับรองการออกแบบสนามเพื่อให้มั่นใจ ว่ายุติธรรมและปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้แข่งขัน เมื่อทำการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะเปิดโอกาสให้นักกีฬาเข้าไปเดินสำรวจตรวจสอบทิศทางการเคลื่อนที่ จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุดซึ่งได้ถูกกำหนดระยะทางไว้แล้วและเมื่อพร้อม แล้วการแข่งขันจึงจะเริ่มขึ้นได้

ในกีฬาชนิดนี้คะแนนทุกคนที่ได้รับก่อนลงแข่งขันคือ 0 คะแนน ถ้านักกีฬาสามารถกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางได้ทุกเครื่องโดยไม่ทำไม้ขวางตก แล้วอยู่ใต้เวลาที่กำหนดไว้ ก็จะมีคะแนนเป็น 0 คะแนน นั่นคือ คะแนนที่ดีที่สุด เพราะปกติไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถผ่านแบบทดสอบได้โดยที่ไม่มีข้อผิดพลาด สมมติว่าเข้าแข่งขัน 10 คนไม่พลาดเลย 3 คน อีก 7 คนพลาดในแต่ละเครื่องไม่เหมือนกัน ก็จะมีคะแนนแตกแยกลดกลั่นกันไป โดยจะมีคะแนนติดลบ  ฉะนั้นการที่ได้คะแนน 0 จึงถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในกีฬาชนิดนี้คือ ปัจจัยเวลาที่กำหนดให้ สมมติว่า จากจุดเริ่มต้นถึงจุดสิ้นสุด มีระยะทาง 300 เมตร ถ้ากำหนดให้ใช้ความเร็ว 300 ม./ นาที (60 นาที) นั่นหมายถึงนักกีฬาจะต้องพยายามไม่ให้มีปัญหาที่เครื่องกระโดดแล้ว จากจุดเริ่มต้นจะต้องผ่านจุดสิ้นสุดให้ได้ภายใน 60 วินาที ถ้าเกินกว่านั้นจะโดนตัดคะแนนวินาทีละ 0.25 คะแนน

ในกรณีที่คะแนนเท่ากัน จะมีการตัดสินโดยให้กระโดดรอบชิงชนะเลิศอีกรอบนึ่ง โดยผู้ออกแบบสนามกำหนดจำนวนเครื่องกระโดดให้น้อยลง ทิศทางการเคลื่อนที่จะมากยากขึ้นอีก ความสูง ความกว้าง จะเพิ่มขึ้นด้วยปัจจัยเวลาที่เกี่ยวข้องครั้งนี้ถูกระบุให้เป็นตัวตัดสินว่า ใครจะแพ้หรือชนะคือ ในรอบนี้นอกจากจะต้องไม่มีคะแนนเสียแล้วคนที่เวลาเร็วที่สุดคือผู้ชนะ และสิ่งนี้เองคือสาเหตุของความตื่นเต้นเร้าใจในกีฬาชนิดนี้

อีเว้นติ้ง Eventing

เป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่ตื่นเต้นเร้าใจและมีโอกาสแก้ตัวใหม่ได้ในวันต่อไป เพราะกีฬาชนิดนี้ต้องทดสอบถึง 3 แบบ คือ

  1. ศิลปะการบังคับม้า
  2. ข้ามภูมิประเทศ
  3. กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง

แล้วเอาคะแนนมารวมกันทั้งหมด ใครเสียคะแนนน้อยที่สุดคนนั้นเป็นฝ่ายผู้ชนะ และการแข่งขันวันแรกนั้นจะเป็นการแข่งขันศิลปะการบังคับม้า ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ไม่หนักหนามากเท่าไร แต่ผู้ขี่ก็ต้องพยายามเก็บคะแนนให้ได้ดีที่สุด เพราะเป็นการเก็บแต้มสะสมไว้ในวันแรก ในวันที่สองของการแข่งขันจะเป็น การแข่งขันข้ามภูมิประเทศ เป็นการแข่งขันความเร็ว และความทรหด โดยแบ่งอกเป็น 4 phase คือ

Phase A : Roads and Tracks

ซึ่งผู้แข่งขันจะต้องทำการขี่ม้าไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ให้ในภูมิประเทศ เป็นระยะทางยาวประมาณ 3-6 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับเกรดของผู้แข่งขัน ผู้ขี่จะต้องทำความเร็วในการเดินทางให้ได้ประมาณกิโลเมตร ใน 4 นาที ซึ่งผู้ที่ขี่ม้าสามารถใช้ฝีเท้าวิ่งเรียบหรือโขยกสั้นก็ได้ แต่จะต้องระลึกไว้เสมอว่าเราคงเหลือการแข่งขันรออยู่อีก 3 Phase

Phase B : Steeplechase

เป็นการแข่งขันในลู่วิ่ง ซึ่งได้ทำเครื่องกีดขวางตั้งไว้เป็นระยะประมาณ 6-8 เครื่อง ซึ่งสิ่งที่สำคัญมากของ Phase นี้ คือ ผู้แข่งขันขี่ม้าจะต้องผ่าน Phase ไปให้ได้ในเวลาที่กำหนดเอาไว้ คือ 640 เมตร / นาที (เร็วมากๆ)

Phase C : Roads and Tracks อีกครั้ง

สำหรับใน Phase นี้จะมีระยะทางยาวกว่าใน Phase A เพื่อเป็นการผ่อนคลายของม้า หลังจากวิ่งเร็วมากใน Phase B ไปแล้ว  ปกติแล้วระยะทางยาวประมาณ 5-8 กิโลเมตร ในความเร็วที่ได้กำหนดให้เท่ากับ Phase A

Phase D : ข้ามภูมิประเทศ

สำหรับการขี่ม้าวิบากในภูมิประเทศมีระยะทางยาวประมาณ 4-8 กิโลเมตร และจะมีเครื่องกีดขวางที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเป็นระยะตามเส้นทางที่ผู้ออก แบบสนามที่ได้กำหนดไว้แล้วจำนวนเครื่องกีดขวางก็มีประมาณ 30 หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับเกรดของการแข่งขัน ด้วยความเร็ว 520-570 เมตรต่อนาที

หลังจากที่ได้ผ่านการแข่งขันในภูมิประเทศสุดโหดในระยะประมาณไม่มากกว่า 20-30 กิโลเมตร ในวันต่อไปจะเป็นการแข่งขันกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง ซึ่งก่อนจะเข้าการแข่งขันในแบบทดสอบนี้ได้ ม้าจะต้องได้รับการตรวจสุขภาพจากกรรมการตัดสินเสียก่อน เพราะเพื่อป้องกันการทารุณสัตว์  สำหรับการแข่งขันในภูมิประเทศโอกาสที่ม้าจะได้รับบาดเจ็บมีสูงมากกว่า การแข่งขันกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง เมื่อนำเอาคะแนนรวมทั้ง 3 แบบทดสอบแล้วผู้ที่มีคะแนนเสียน้อยที่สุดคือ ผู้ชนะเลิศในการแข่งขั้นครั้งนี้

แต่ในปัจจุบันกีฬา Eventing ถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

  1. Day Event ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว
  2. Day Event เหมือนกันทั้ง 3 แบบทดสอบ แตกต่างกันตรงที่การทดสอบในภูมิประเทศจะแข่งขันเฉพาะ Phase D เท่านั้น A, B, C จะทำการตัดออกการแข่งขันในรูปแบบนี้จะทำให้ลดการบอบช้ำของม้าที่ขี่ได้มาก เลยทีเดียว และสามารถทำให้การแข่งขันได้บ่อยครั้งอีกกด้วย

มารยาทของนักกีฬา

ตลอดเวลาการแข่งขันนักกีฬาขี่ม้าและเจ้าหน้าที่ประจำทีมทุกคน ต้องประพฤติตนให้สมกับเป็น  นักกีฬาที่ดีและต้องปฏิบัติตามกติกาการแข่งขันทุกประการ หากมีการประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือ  ละเมิดต่อกฎกติกา

การแข่งขัน คณะกรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติจะพิจารณาลงโทษตามควรแต่ละกรณี

ประโยชน์ในการเล่นกีฬาขี่ม้า

1.ส่งเสริมการมีพัฒนาการที่ดีในทุกด้าน

2.ได้ออกกำลังกาย สุขภาพแข็ง แคล่องแคล่ว

3.เสริมสร้างบุคลิกภาพ ยืนตรง

4.สร้างพัฒนาการด้านอารมณ์

เป็นยังไงกันบ้างเพื่อนๆเมื่อเราได้รู้ว่ากีฬานี้มีกฎกติกามารยาทอย่างไรแล้วที่นี้เราก็รู้แล้วว่าเราควรทำอย่างไรในการแข่งขันกีฬาประเภทนี้ อีกทั้งยังสร้างความสุขในการรับชมเพิ่มขึ้นอีกด้วยเพราะว่าเราได้รู้กฎกติการมากขึ้นนั้นเอง